ปฏิทิน

ปฏิทิน

  • This is Slide 1 Title

    This is slide 1 description. Go to Edit HTML and replace these sentences with your own words. This is a Blogger template by Lasantha - PremiumBloggerTemplates.com...

  • This is Slide 2 Title

    This is slide 2 description. Go to Edit HTML and replace these sentences with your own words. This is a Blogger template by Lasantha - PremiumBloggerTemplates.com...

  • This is Slide 3 Title

    This is slide 3 description. Go to Edit HTML and replace these sentences with your own words. This is a Blogger template by Lasantha - PremiumBloggerTemplates.com...

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

ปรับสมดุลร่างกาย รับประทานผักผลไม้ที่เหมาะสม


การรักษาสุขภาพด้วยวิธีประหยัด เรียบง่ายและได้ผลดี โดยการรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับสภาวะของร่างกาย โดยปกติร่างกายคนเราเมื่ออยู่ในภาวะสมดุลจะเกิดความสบาย แข็งแรงและมีกำลังในการทำงาน

แต่หากร่างกายขาดภาวะสมดุลจะก่อให้เกิดอาการไม่สบายต่างๆ ภาวะขาดสมดุลของร่างกายแบ่งเป็นสองภาวะใหญ่ๆ คือ ร้อนเกินหรือเย็นเกิน อาการของภาวะร่างกายขาดสมดุลแบบร้อนเกิน เช่น ปวดหัว ออกร้อนตามร่างกาย ผิวหนังมีผื่นปื้นแดงคัน ตาและปากแห้ง มักเป็นร้อนในในช่องปาก เส้นเลือดขอด สิว ฝ้า กระ ผมหงอกก่อนวัย ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้ม ท้องผูก อุจจาระเป็นก้อนแข็ง เป็นต้น  ส่วนผู้ที่มีภาวะขาดสมดุลแบบเย็นเกินมักมีอาการตัวเย็น หน้าซีด มือเท้าเย็น ชาตามมือเท้าแขนขา เฉื่อยชาเชื่องช้า ตาแฉะ ขี้ตาเยอะ หนังตาบวม ท้องอืด ปัสสาวะใสปริมาณมาก อุจจาระเหลวสีอ่อน ถ่ายกระปิดกระปอย เป็นต้น
ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ของไทยมักมีอาการภาวะขาดสมดุลร่างกาย เนื่องจากมีสภาวะที่เร่งรีบ กดดัน บีบคั้น เคร่งเครียด พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารจำพวกแป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป แต่รับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้น้อยเกินไป จึงมักเกิดภาวะขาดดุล
ผักและผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นสามารถลดอาการที่เกิดจากภาวะขาดสมดุลร่างกายแบบร้อนเกิน เช่น ย่านาง ใบบัวบก ผักหวาน ผักบุ้ง ตำลึง กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดหอม ฟัก แฟง แตงกวา บวบ หัวไชเท้า มะเขือเทศ มะนาว แตงโม แตงไทย แคนตาลูป มังคุด สับปะรด ส้มโอ กระท้อน แก้วมังกร ชมพู่ มะม่วงดิบ เป็นต้น
ส่วนผักและผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนที่สามารถลดอาการที่เกิดจากภาวะขาดสมดุลแบบเย็นเกินคือ พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ต้นหอม ผักชี พริกไทย กระชาย กระเพราะ โหรพา ยี่หร่า ฟักทอง กุยช่าย คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ถั่วพู ผักโขม ชะอม แครอท ฝรั่ง ขนุน ทุเรียน ลำไย น้อยหน่า สละ ส้มเขียวหวาน เสวารส มะเฟือง มะขามป้อม มะม่วงสุก เป็นต้น
ดังนั้นควรตรวจสอบสภาวะร่างกายของท่านว่าขาดสมดุลแบบร้อนเกินหรือเย็นเกินจากอาการที่กล่าวมาข้างต้น จากนั้นจึงเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่เหมาะสมเพื่อปรับสมดุลร้อน-เย็นนั้น เพื่อรักษาสภาวะร่างกายให้สมดุล ร่างกายจะแข็งแรง สดชื่น มีกำลังและลดการเกิดโรคได้

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

เจ็บคอไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ


คนไทยมักเรียกยาปฏิชีวนะว่า
 "ยาแก้อักเสบ" ซึ่งเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง และทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเมื่อ "คออักเสบ" ต้องกินยาแก้อักเสบโรคจึงจะหาย
นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอธิบายว่า การอักเสบเป็นผลจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอม หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกาย เช่น เมื่อผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ สูดหายใจเอาฝุ่นที่ตนเองแพ้เข้าไปก็จะเกิดการอักเสบขึ้นที่จมูก หากเป็นโรคหอบหืดก็จะอักเสบที่หลอดลม ทำให้หลอดลมตีบเกิดอาการไอ แน่นหน้าอก หรือหากตากแดดนานๆ ก็จะอักเสบที่ผิวหนัง
ดังนั้น "ยาปฏิชีวนะ" ไม่มีประโยชน์ต่อการอักเสบ เพราะยาปฏิชีวนะคือยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ส่วนการอักเสบที่กล่าวมา ไม่ได้มีสาเหตุจากเชื้อโรค ยาปฏิชีวนะจึงไม่ใช่ยาแก้อักเสบ และการอักเสบส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
อาการเจ็บคอ เป็นอาการที่พบบ่อย เมื่อป่วยด้วยโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน และคนมักซื้อยากินเอง มีการอักเสบบริเวณลำคอ (คออักเสบ) เนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อการติดเชื้อ แต่การติดเชื้อที่คอร้อยละ 85 ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่เกิดจากเชื้อไวรัส อาทิ ไวรัสโรคหวัด ไวรัสโรคมือ เท้า ปาก เป็นต้น ดังนั้น การเจ็บคอ 8 ครั้งใน 10 ครั้ง จึงไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้
ยาปฏิชีวนะถือเป็นยาอันตราย หากใช้เพราะเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียจะได้รับประโยชน์ แต่หากใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่จำเป็น เช่น โรคหวัด เจ็บคอ ทั่วๆ ไป จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แต่กำลังรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อาจทำให้เสียชีวิตหรือพิการ เช่น ตาบอด ตับถูกทำลาย เกิดโรคแทรกซ้อน การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อยังนำไปสู่ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ซึ่งกำลังเป็นวิกฤตอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะทำให้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียได้ยาก ส่งผลให้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในร.พ. หรือต้องอยู่ร.พ.นานขึ้น
การทำให้ประชาชนหยุดสับสนในเรื่องยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ ครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เภสัชกร พยาบาล และแพทย์ จึงควรสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับสังคม ด้วยการเลิกเรียกยาปฏิชีวนะว่า ยาแก้อักเสบ เพื่อขจัดความเข้าใจผิดว่า เมื่อคออักเสบต้องกินยาแก้อักเสบ ทั้งที่คออักเสบส่วนใหญ่หายได้ด้วยภูมิต้านทานโรคของร่างกาย
สุขภาพดีจะเกิดขึ้นในทันทีหากประชาชนจำข้อความต่อไปนี้ได้ขึ้นใจ
"ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ"
"คออักเสบส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ"
"ยาปฏิชีวนะเป็นยาอันตราย"

เคล็ดลับดูแลสมองให้สดใสไปยาวนาน


สมอง เป็นอวัยวะสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก แต่เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้นสมองของคนเราย่อมมีการเสื่อมถอยร่วงโรยไปตามวัย ทำให้ประสิทธิภาพในการคิดการจำและทำสิ่งต่างๆลดน้อยถอยลงเมื่ออายุมากขึ้น การดูแลสมองให้มีสุขภาพดีตั้งแต่เนิ่นๆจะช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในวัยชรา และช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่วันนี้ต่อเนื่องไปจนถึงบั้นปลายของชีวิต

โรคอัลไซเมอร์ นั้นเป็นโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด ในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ ระยะที่เริ่มเป็น ระยะกลาง และระยะที่เป็นรุนแรง ซึ่งในระยะท้ายๆ ของโรคผู้ป่วยจะไม่สามารถสื่อสารได้ ต้องพึ่งพาผู้ดูแลในทุกเรื่อง ที่สำคัญถ้าเป็นแล้วไม่มีทางหายแน่นอน
ส่วนอาการของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ไม่สามารถแยกถูกผิดได้ มีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษา ตลอดจนการประสานงานของกล้ามเนื้อจะเสียไป ความจำเสื่อม ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด ซึ่งคนที่ดูแลผู้ป่วย จะต้องทำความเข้าใจ เห็นใจ ว่าผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจที่จะก้าวร้าว หรือหงุดหงิดอย่างที่เราเห็น แต่เกิดจากตัวโรคเอง และ ไม่ควรทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่มั่นใจ อาย หรือหงุดหงิด เป็นต้น
ฉะนั้น หากใครไม่อยากจะเป็น โรคอัลไซเมอร์ ในอนาคต ก็ควรหาวิธีป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ หมั่นดูแลสุขภาพกันสักนิด เพื่อตัวของคุณเอง แต่หากใครไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร เราจึงมีเคล็ดลับการดูแลสมองให้สดใสไปยาวนานมาแนะนำ ดังนี้
1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30 นาที เพราะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้น จะช่วยให้สมองตื่นตัวและทำให้ความจำดีขึ้น และลดความเสียงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ แนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิค เพราะช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ออกซิเจนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น และกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมองใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้นและช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ประสาทสมองในผู้สูงอายุ หรือจะออกกำลังกายด้วยการเสริมกำลังกล้ามเนื้อ หรือจะออกกำลังกายที่เน้นการสร้างสมดุลของร่างกาย เช่น รำมวยจีน โยคะ และการยืนขาเดียว เป็นต้น
2. รับประทานอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพสมอง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันโคเลสเตอรอลสูงและควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ 2-6 เท่า ควรใช้วิธีการปรุงอาหารแบบอบหรือย่างแทนการทอด ใช้น้ำมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย เช่น น้ำมันมะกอก พยายามรับประทานผักผลไม้ที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงได้แก่ พวกผักผลไม้ที่มีเปลือกสีเข้ม เช่น กะหล่ำปลีสีเขียวเข้ม ผักโขม บร็อคโคลี่ หัวหอม ข้าวโพด มะเขือยาวสีม่วงเข้ม พืชตระกูลถั่ว ลูกพรุน เบอรี่ต่างๆ ส้ม และองุ่นแดง และอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาทู ตลอดจนเครื่องเทศที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่าง พริก กระเทียม ขิง ขมิ้น กานพลู เป็นต้น
3.การมีกิจกรรมทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมในชมรมต่างๆหรือการร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร หรือแม้แต่การท่องเที่ยว จะช่วยรักษาสุขภาพสมองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าการจะส่งเสริมสุขภาพสมองให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่นั้นจะต้องดูแลให้ครบทั้ง 3 อย่างร่วมกันคือสุขภาพกาย สุขภาพใจ และกิจกรรมทางสังคม
4. การรักษาสุขภาพใจ ภาวะจิตตกจะส่งผลต่อการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท ดังนั้นการมีสุขภาพใจที่ดีจะช่วยให้มีสุขภาพสมองที่ดีได้ ไม่ควรเครียด หรือทำตัวเศร้าหมอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะบั่นทอนคุณภาพชีวิตและสติปัญญาลง ควรฝึกทำสมาธิซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้การจัดการเรื่องต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
5.มีหัวใจที่แข็งแรง มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการมีหัวใจที่แข็งแรงสัมพันธ์กับการมีสุขภาพสมองที่แข็งแรงด้วยเนื่องจากร้อยละ 20 ของเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจจะไปเลี้ยงสมอง การควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดและรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และควรงดสูบบุหรี่เนื่องจากการสูบบุหรี่จะทำให้สมองได้รับออกซิเจนลดลง
6.รักษาตัวเลขต่างๆ ของชีวิตให้เหมาะสม ตัวเลขต่างๆของชีวิตดังกล่าวได้แก่ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด และน้ำหนักตัว ซึ่งจะต้องรักษาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หมั่นตรวจสุขภาพ หรือพบแพทย์เป็นประจำ
7.การฝึกสมอง การมีกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นสมองและบันเทิงจิตใจอย่างต่อเนื่องทุกๆวัน เช่น การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เขียนหรืออ่านหนังสือ เล่นทายคำหรือปริศนาคำ ต่อภาพจิ๊กซอว์ เกมจับคู่ ฟังสัมมนา ดูการแสดง ลงเรียนคอร์สต่างๆหรือโรงเรียนผู้ใหญ่ เล่นเกม ตกแต่งสวน หรือกิจกรรมเสริมความจำอื่นๆ จะช่วยให้มีสุขภาพสมองที่ดีต่อเนื่องได้ในระยะยาว
สุดท้ายนี้ขอเน้นย้ำว่าการจะมีสุขภาพสมองที่ดีและสดใสไปยาวนานนั้น จะต้องดูแลควบคู่กันไปหลายๆด้านพร้อมกันทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ กิจกรรมสังคม อาหาร และสิ่งแวดล้อม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลทั้งตัวท่านเองและบุคคลที่ท่านรักให้มีสุขภาพสมองที่ดีจิตใจเบิกบานไปยาวนาน สำหรับท่านใดที่มีความสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารร่างกายและกิจกรรมเพื่อสุขภาพสมองที่แข็งแรง

“เนื้อหมู จุดดำ อันตรายหรือไม่”


ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายๆคน เกิดอาการ
 "ตกใจ" กับข่าวเรื่องการพบสิ่งปนเปื้อนใน "เนื้อสุกรชำแหละ" มีลักษณะเป็นจุดดำๆ ในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

หลายคนสงสัย ว่า จุดดำๆ นั้น คืออะไร  เนื้อหมูขึ้นราหรือเปล่า  เป็น "ขนคุด" หรือขนที่อุดตันอยูในชั้นใต้ผิวหนัง ไม่โผล่ออกมาหรือเปล่า หลายคนวิตกว่าถ้าเผลอกินไปจะเกิดอันตรายหรือไม่  คำถามเหล่านี้ มีคำตอบ
ข้อมูลจาก ​คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า เนื้อสุกรดังกล่าว ที่พบจุดสีดำๆ มีลักษณะเป็นหย่อมๆ หรือเป็นวงพื้นที่ (ปริมาตร) ประมาณ 0.5 x 2.0 x 5.0 หรือประมาณ10 ตร.ซม. ซึ่งกระจายห่างๆ กัน อาจจะมีตั้งแต่ 2-30 แห่ง ที่พบเฉพาะในชั้นไขมันใต้หนังหน้าท้องบริเวณราวนม รวมทั้งผนังอก ซึ่งไม่ได้พบทุกๆ ตัวนั้น ...
จุดดำเหล่านั้น เป็นความผิดปกติที่เกิดจาการสะสมเม็ดสีชนิดเมลานิน (melanin) ซึ่งมีสีดำ คล้าย ผ้าหรือกระ พบได้ในเนื้อเยื่อไขมันบริเวณหน้าท้อง เนื้อเยื่อเต้านม เนื้อเยื่อไขมันหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณท้องใกล้เคียงกับบริเวณเต้านมของสุกรเพศเมีย  เป็นความผิดปกติที่พบได้ตั้งแต่กำเนิด ในช่วงการพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะแรก และมักพบในสุกรสายพันธุ์สีดำ หรือลูกผสมที่มีสายพันธุ์สีดำร่วม  พบได้น้อยในสุกรสีขาว   ความผิดปกติชนิดนี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า seedy belly หรือ seedy cut  สุกรเพศผู้ มีโอกาสพบได้น้อย สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้  ได้มีรายงานการพบความผิดปกติที่เกิดจากการสะสมเม็ดสีเมลานินในเนื้อสุกรจากการชำแหละ
เนื้อสุกรชำแหละที่พบจุดดำในเนื้อเยื่อไขมันนี้ หากกินเข้าไป จะเป็นอันตรายหรือไม่
"ยืนยันว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคครับ แต่อาจจะทำให้ดูลักษณะเนื้อสุกรดูไม่สวย ไม่น่ารับประทานเท่านั้นเอง ดังนั้น ไม่ต้องตกใจครับ"
ข้อแนะนำในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ควรบริโภค
1. เนื้อสุกรควรจะสด โดยดูจากสีของเนื้อ ซึ่งสีของเนื้อวัวจะแดงมากกว่าเนื้อสุกรและเนื้อไก่  และไม่มีสีเขียวแทรกอยู่ตาม กล้ามเนื้อหรือขอบๆ ก้อน  ฯลฯ  เมื่อ”กด”ดูไม่มีน้ำไหลออกมาหรือบุ๋มลงอย่างชัดเจน เนื้อที่สดจะหยุ่นและแข็งเล็กน้อย  ไม่มีน้ำแฉะ ๆ  แทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อ ไม่พบก้อน  หรือถุงน้ำ   ของพยาธิแทรกอยู่ตามกล้ามเนื้อและไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า
2. แหล่งผลิต ควรเลือกซื้อจากร้านที่สะอาด เชื่อถือได้ เนื้อสัตว์มีการเก็บรักษาคุณภาพเนื้อสัตว์อย่างถูกวิธี
3. ราคา ราคาของเนื้อต้องเหมาะกับการบริโภค และคุณภาพของเนื้อ ให้เหมาะสมการปรุงอาหาร
เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว ก็คงไม่ตกใจกับจุดดำที่เกิดขึ้นกันนะครับ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร  คณะสัตวแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โทร 02-218-9719 www.vet.chula.ac.th

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

บทความการ์ตูน


Card Captor Sakura หนึ่งในการ์ตูนสาวน้อยเวทมนตร์ที่โด่งดังที่สุดในช่วงปลายยุค 90 เป็นผลงานของClamp เคยลงในนิตยสาร นากาโยชิ ตั้งแต่ปี 1996-2000 ถูกนำไปทำเป็นอนิเมในปี 1998-2000 โดยสตูดิโอMadhouse รวมไปถึงฉบับภาพยนตร์อีก2 ภาค การมาของสาวน้อยซากุระ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของสายพลัง L (Loli - เด็กผู้หญิงน่ารัก) รวมไปถึงแฝงสายพลังอื่นๆ
รายละเอียดเรื่องย่อ ตัวละคร
  เนื้อเรื่อง
   
คิโนโมโตะ ซากุระ สาวน้อยวัย 10 ขวบ ได้พบกับหนังสือการ์ดเล่มหนึ่งโดยบังเอิญ พอเปิดออก ก็ทำให้การ์ดทั้งหมดในหนังสือกระจายหายไปตามที่ต่าง ๆ ของเมือง เธอจึงต้องรับผิดชอบโดยการตามหาการ์ดที่หายไปทั้งหมด ซึ่งในการค้นหาการ์ดแต่ละใบนั้น เธอต้องใช้พลังเวทมนตร์ เข้าต่อสู้กับการ์ดก่อนที่จะทำการเปลี่ยนให้การ์ดกลับคืนสู่สภาพเดิม โดยมีผู้ช่วยคือเคลเบรอส (เคโระจัง) ซึ่งจะคอยให้คำแนะนำต่าง ๆ เกี่ยวกับการ์ด และ วิธีการใช้การ์ดต่าง ๆ โดยเขาก็มอบกุญแจผนึกกับเธอเพื่อใช้ในการต่อสู้และจับการ์ด

 
 :ภาคโคลว์การ์ด (อนิเม ตอนที่ 1-46) (หนังสือการ์ตูน เล่มที่ 1-6) 
   ช่วงแรก ซากุระจะเป็นผู้ทำการต่อสู้ และเปลี่ยนการ์ดกลับคืนสภาพเดิมโดยมี เคลเบรอสเป็นผู้คอยให้คำแนะนำ นอกจากนี้ยังมี
 ไดโดจิ โทโมโยะ เพื่อนร่วมชั้นของเธอคอยติดตามมาด้วย เธอจะเป็นคนคอยออกแบบชุดต่อสู้ต่าง ๆ ให้แก่ซากุระใส่ และคอยถ่ายวิดีโอการต่อสู้ของซากุระ ต่อมา ซากุระ พบกับ ลี เชาหลัน เขามีสายเลือดของโคลว์รีด เดินทางมาจากฮ่องกงเพื่อตามหาการ์ดโดยทั้งคู่จะช่วยกันเก็บการ์ด จนท้ายที่สุด จะต้องต่อสู้กับ ยูเอะ เพื่อสิทธิ์ครอบครองโคลว์การ์ดทั้งหมด

  :ภาคซากุระการ์ด(อนิเม ตอนที่ 47-70) (หนังสือการ์ตูน เล่มที่ 7-12) 
   ภาคนี้จะมี 
เอเรียล ฮีรากิซาวา เป็นตัวละครใหม่ เมื่อซากุระได้เป็นผู้ครอบครองโคลว์การ์ด เธอต้องทำการเปลี่ยนมันไปเป็นซากุระการ์ด เพื่อให้การ์ดเหล่านั้นเป็นการ์ดของเธอโดยสมบูรณ์ ในภาคนี้ เชาหลันจะมาคอยให้ความช่วยเหลือ และ นอกจากนั้นเขาก็จะพยายามหาทางบอกความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอด้วย

  ภาพยนตร์ตอนพิเศษ 
   เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างอนิเมตอนที่ 35 - 36 ซากุระจับรางวัลได้ไปเที่ยวฮ่องกง และเมื่อไปถึงฮ่องกง พวกเธอก็ได้พบว่าการมาฮ่องกงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ ในตอนนี้ซากุระไม่ได้ต่อสู้กับโคลว์การ์ด หากแต่เป็นวิญญาณของหญิงสาวที่มีความเกี่ยวพันกับ โคลว์รีด ในอดีต

  ภาพยนตร์ตอนพิเศษ 2 – การ์ดที่ถูกผนึก
   เรื่องราวหลังจากภาคซากุระการ์ด เนื้อเรื่องจะเน้นความสัมพันธ์ระหว่าง ซากุระ กับ เชาหลัน หลังจากที่เชาหลันกลับฮ่องกงไป เชาหลันได้บอกความรู้สึกของเขาที่มีต่อซากุระไปแล้ว แต่เธอยังไม่ให้คำตอบนั้นกับเขา เนื้อเรื่องในตอนพิเศษนี้อยู่ในช่วงเทศกาลนาเดชิโกะ เทศกาลประจำปีของเมืองโทโมเอดะ เชาหลันกลับมาญี่ปุ่นอีกครั้ง และเข้าร่วมการซ้อมละครเวทีกับซากุระ ระหว่างนี้ ซากุระเองก็พยายามที่จะให้คำตอบกับเชาหลัน แต่ระหว่างนั้นกลับมีโคลว์การ์ดThe Nothing ออกมาสร้างปัญหาให้กับเมืองโทโมเอดะ ซากุระจึงต้องใช้เวทมนตร์อีกครั้ง

  ตัวละคร

  
คิโนโมโตะ ซากุระ
  สาวน้อยวัย 10 ขวบ เรียนอยู่ชั้นป. 4 โรงเรียนประถมโทโมเอดะ อาศัยอยู่กับพ่อ และพี่ชาย โทยะ ถนัดการเล่นกีฬา นอกจากนั้นเธอยังเป็นสมาชิกของชมรมเชียร์อีกด้วย เพื่อนสนิทของเธอคือ โทโมโยะ ไดโดจิ สิ่งกลัวมากสุดคือผี แต่แล้ววันหนึ่งเธอได้ปลดผนึกโคลว์การ์ดออกโดยไม่รู้ตัว จึงทำให้เธอต้องออกตามหาโคลว์การ์ดกลับมา เธอมักใช้ อินไลน์สเก็ต ในการเดินทางไปโรงเรียน

10 ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการติดไวรัสที่สุด


แม้ว่าพวกเขาจะมีบทบาทในการกอบกู้โลกในหนังสือการ์ตูน และภาพยนตร์ แต่ในโลกมนุษย์จริงๆแล้ว พวกเขากลับกลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายบนเวปไซค์ ดังนั้น มายด์เทอร่า ผู้ให้บริการทางด้านไอทีซีเคียวริตี้แบบครบวงจร มีข่าวมาเตือนภัยแฟนๆ เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย เพราะตามรายงานการศึกษา หัวข้อ “Most toxic Superheroes” จาก McAfee ก็เปิดเผยรายชื่่อซุปเปอร์ฮีโร่ 10 อันดับ ที่ทำให้เรามีโอกาสเสี่ยงในการติดไวรัสจากการค้นหาใน search engine

รายงานผลการศึกษา พบว่าหากคุณค้นหาชื่อซุปเปอร์ฮีโร่เหล่านี้ มันจะพาคุณลิ้งไปสู่ malicious website หรือเวปไวซ์แฝงมัลแวร์ ตามลำดับคือ Superman, Thor, Wonder Woman and Aquaman อยู่ในอันดับหนึ่ง สองและสาม

McAfee เปิดเผยว่าคำที่ใช้ค้นหาอย่างเช่น “Superman” “Superman and free torrent download,” “Superman and watch,” “Superman and free app,” และ “Superman and online” เหล่านี้มีโอกาสสูงถึง 16.5% ที่จะพาคุณไปที่เวปไซค์แฝงมัลแวร์

Raj Samani, ประธานกรรมการฝ่ายปฏิบัติการและเทคโนโลยีของ McAfee กล่าวว่า ในชั่วเวลาที่คุณกำลังค้นหาข้อมูลซุปเปอร์ฮีโร่คนโปรดบนอินเทอร์เน็ตก็อาจไม่ทันได้ระวัง แต่ต้องจำไว้เสมอว่าอาชญากรไซเบอร์นั้นมักจะฉวยโอกาสเอาความโด่งดังของซุปเปอร์ฮีโร่ มาล่อลวงแฟนคลับผู้คลั่งไคล้อย่างพวกเรา โดยล่อให้เราเข้าเวปไซค์แฝงไวรัส ทำให้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนของเราติดไวรัส และถึงขั้นขโมยส่วนตัวของเราไปได้

เคล็ดลับเพื่อความปลอดภัย
1. ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ หากเจอลิ้งที่เนื้อหาฟรีและมีข้อเสนอที่ดีเกินกว่าจะเป็นจริงได้
2. ตรวจเช็คที่ web address ว่ามีคำที่สะกดผิดหรือร่องรอยที่น่าสงสัยเพราะอาจเป็นเวปไวซ์ที่แฮคเกอร์สร้างขึ้นมา หากต้อง Log-in ให้สังเกตที่ https:// และรูปกุญแจล็อคสีเขียวบน web address
3. ติดตั้งโปรแกรมที่ช่วยคุณตรวจจับภัยคุกคามใหม่ๆ บนคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน